หางาน สมัครงาน ตำแหน่ง ช่างบริการด้านเครื่องจักร

เทคนิคการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลในอุตสาหกรรม ช่างบริการด้านเครื่องจักร ปัจจุบันองค์กรต่างๆ มีการจัดการธุรกิจหลายรูปแบบ ซึ่งก็แตกต่างกันออกไป หม้อกรองน้ำมันหล่อลื่น หม้อกรองอากาศ และหม้อกรองเชื้อเพลิง ต้องหมั่นล้างและเปลี่ยนตามกำหนดหรือเมื่อเสื่อมสภาพ ควรหมั่นปรับแต่งเครื่องจักรกลให้ถูกต้องเสมอ เช่น ตั้งศูนย์ ปรับแต่งรอบการเผาไหม้ เป็นต้น เมื่อทำการถอดซ่อมแซมชิ้นส่วน ให้เช็ดล้างให้สะอาดก่อนนำมาประกอบ และเมื่อต้องเติมน้ำมันใหม่ ควรฟลัชล้างระบบด้วยน้ำมันชนิดนั้นก่อนเพื่อแน่ใจว่าระบบสะอาดก่อนเติมน้ำมันใหม่และเริ่มใช้งาน ควรใช้เครื่องจักรกลตามกำลังความสามารถ และใช้อย่างถนอม ช่างบริการด้านเครื่องจักร บางองค์กรมุ่งเน้นการจัดการที่ผลผลิตเป็นหลัก บางองค์กรมุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เป็นเลิศ หรือ บางองค์กรมุ่งเน้นรายได้เป็นอันดับแรก ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ  หรือเครื่องจักรและอุปกรณ์มาใช้ในกระบวนการผลิต แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรต้องการเหมือนกันคือ พัฒนาองค์กรให้เป็นแนวทางสมัยใหม่ แนวทางสมัยใหม่ขององค์กรที่นิยมโดยทั่วไป ใช้แนวคิดแบบ Benchmarking แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างเป็นทางการครั้งแรก ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถใช้งานเครื่องจักรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่างบริการด้านเครื่องจักร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เครื่องจักรหยุดการทำงานเนื่องจากการชำรุดน้อยที่สุดการบำรุงรักษาสามารถแบ่งออกได้ 6 ชนิด ดังนี้ กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศกับองค์กรอื่นภายใต้กฎกติกาสากล แนวทางการสร้างคุณภาพให้กับองค์กรอย่างก้าวกระโดด ด้วยการเทียบเคียงกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศจากภายนอก เพื่อนำมาปรับใช้กับ ‘กระบวนการขององค์กร’ การบำรุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้อง (Breakdown Maintenance) เป็นการบำรุงรักษาเมื่อเครื่องจักรเกิดการชำรุดและหยุดการทำงานโดยฉุกเฉิน กล่าวได้ว่าเป็นวิธีดั้งเดิมในการบำรุงรักษา ช่างบริการด้านเครื่องจักร ช่วยให้องค์กรกล้ากำหนดเป้าหมายการปรับปรุงที่ท้าทาย เพราะเห็นตัวอย่างว่าองค์กรที่เก่งๆ ก็ทำได้สำเร็จมาแล้ว

ช่างบริการด้านเครื่องจักร ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์รวมทั้งนวัตกรรม แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้วิธีนี้ เพราะสามารถเกิดเหตุขัดข้องกับเครื่องจักรได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีการบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่ดีเยี่ยมสักเพียงใดก็ตาม เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กรกับคู่แข่งรายสำคัญ เช่น หากให้คะแนน 1 ถึง 4 โดยที่คะแนน 4 หมายถึงเยี่ยมที่สุด นักออกแบบคิดว่าคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์จะได้คะแนนเท่าไร เป็นต้น การเทียบเคียงในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ออกแบบตระหนักว่าผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กรดีพอที่จะแข่งขันหรือไม่ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) เป็นการบำรุงรักษาเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพการเกิดเหตุขัดข้อง ช่างบริการด้านเครื่องจักร หรือการหยุดทำงานของเครื่องจักรโดยฉุกเฉิน เปรียบเทียบองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการแข่งขันกับคู่แข่ง อย่างเช่น คุณค่าที่ส่งมอบให้ ในสายตาของลูกค้า โดยอาจจะให้เป็นคะแนนเช่นกัน ซึ่งจะบอกให้รู้ว่าการตลาดขององค์กรนั้นไปถูกทางแค่ไหน หากจะทำ Benchmarking ควรเลือกประเด็นที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร ซึ่งแตกต่างจากการเปรียบเทียบทั่วไปอยู่หลายประการ โดยอาศัยการตรวจสภาพเครื่องจักร การทำความสะอาด ขันน็อตสกรูให้แน่น และหล่อลื่นอย่างถูกวิธี มีการปรับแต่งเครื่องจักร รวมถึงการบำรุงและเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยการบำรุงรักษาชนิดนี้ ช่างบริการด้านเครื่องจักร เพื่อที่จะนำไปสู่นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในองค์กร ภายในองค์กรจึงมีแนวคิดที่จะขยายเครือข่ายไปยังอุตสาหกรรมและบริการอื่นๆ อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยางและพลาสติก อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโรงพยาบาล เพราะเชื่อว่าถ้าการบริหารจัดการองค์กรอยู่บนพื้นฐานของการใช้ข้อมูลความจริง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ย่อมนำมาสู่การยกระดับขีดความสามารถของประเทศในที่สุด สามารถแบ่งย่อยได้ 2 แบบ คือ การบำรุงรักษาตามระยะเวลา ช่างบริการด้านเครื่องจักร คือ การดำเนินการอยู่เป็นระยะ ๆ ผ่านการตรวจสอบ ทำความสะอาดอุปกรณ์ และเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อป้องกันความเสียหายอย่างฉับพลัน หรือเกิดปัญหาต่อกระบวนการผลิต

ช่างบริการด้านเครื่องจักร ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ  หรือเครื่องจักรและอุปกรณ์มาใช้ในกระบวนการผลิต  ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถใช้งานเครื่องจักรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เครื่องจักรหยุดการทำงานเนื่องจากการชำรุดน้อยที่สุด โดยการวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรวัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษา คือ สามารถที่จะรักษาสมรรถนะความพร้อมในการใช้งานของเครื่องจักร   รักษาประสิทธิผลของเครื่องจักร เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตามแผนที่วางไว้  มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด รวมถึงการบำรุงรักษาเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องจักร ช่างบริการด้านเครื่องจักร การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ (Predictive Maintenance) คือ การให้ความสำคัญและใส่ใจกับชิ้นส่วนที่สำคัญของเครื่องจักร เป็นการคาดการณ์ผ่านการตรวจสอบ หรือวินิจฉัย เพื่อที่จะให้ชิ้นส่วนนั้น ๆ วิวัฒนาการของการซ่อมบำรุงรักษามีบ่อเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการผลิตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีความก้าวหน้าของวิธีการบำรุงรักษาแบบต่าง ๆ สามารถใช้งานได้ครบอายุการใช้งานจริง ๆ กล่าวได้ว่าเป็นการบริหารจัดการแนวโน้มของคุณค่า (Trend Values) โดยอาศัยการตรวจวัดและการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพ และสามารถกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ช่างบริการด้านเครื่องจักร การบำรุงรักษาตามสภาพด้วย โดยมากแล้วจะใช้อุปกรณ์วิเคราะห์การสั่น (Vibration Analysers) และมีระบบเฝ้าติดตาม (Surveillance System) เพื่อตรวจสอบสภาพผ่านระบบออนไลน์ (On–line System) การบำรุงรักษาเชิงแก้ไขปรับปรุง (Corrective Maintenance) เป็นการดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไขเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนของเครื่องจักร เป็นแนวความคิดที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งไม่มีการวางแผนในการทำงานล่วงหน้า โดยพบว่าบุคลากรในฝ่ายซ่อมบำรุงรักษาไม่ปฏิบัติงานจนกว่าจะมีเครื่องในโรงงานชำรุดซึ่งไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ช่างบริการด้านเครื่องจักร อย่างไรก็ตามการซ่อมในลักษณะแบบนี้ก็ยังคงมีการใช้งานอยู่กับบางสถานการณ์ เช่น   ใช้ในเครื่องจักรที่มีการทำงานไม่ซับซ้อนและมีชิ้นส่วนอะไหล่พร้อมอยู่เสมอ หรือสามารถสั่งซื้ออะไหล่ได้ทันที

ช่างบริการด้านเครื่องจักร โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดในการซ่อมบำรุงรักษาแบบนี้ควรมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ  เช่น  หลอดไฟต่าง ๆ  จะถูกปล่อยไว้จนกว่าหลอดจะขาด  หรือผ้าเบรกรถยนต์ก็จะปล่อยไว้จนกว่าผ้าเบรกจะหมดหรือไม่สามรถใช้งานได้  เป็นต้น   ข้อเสียของการซ่อมบำรุงรักษาลักษณะนี้ เพื่อขจัดเหตุขัดข้องเรื้อรังของเครื่องจักรให้หมดไปโดยสิ้นเชิง และปรับปรุงสภาพของเครื่องจักรให้สามารถผลิตได้ด้วยคุณภาพและปริมาณที่สูงขึ้น โดยเป็นการพัฒนาความน่าเชื่อถือและง่ายต่อการบำรุงรักษา เป็นการบำรุงรักษาตามวาระหรือระยะเวลาการใช้งานที่กำหนด เพื่อรักษาสภาพทำงานของเครื่องจักรให้เหมาะสมก่อนที่จะมีการหยุดชะงัก ช่างบริการด้านเครื่องจักร โดยอาจใช้ประสบการณ์ของฝ่ายบำรุงรักษาหรือ คู่มือการใช้งานของเครื่องจักรนั้น ๆ  อย่างไรก็ตามการชำรุดของเครื่องจักรโดยไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้รูปแบบการชำรุดของเครื่องลักษณะนี้มีการกระจายอยู่ในลักษณะไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นจึงยากที่จะเลือกช่วงการบำรุงรักษาตามแผนที่เหมาะสม หรือแม้แต่ในบางกรณีถึงแม้ว่าได้ปฏิบัติงานตามแผนแล้วก็ตาม ก็อาจมีโอกาสที่จะเกิดการชำรุดของเครื่องจักรโดยไม่คาดคิดได้ การป้องกันเพื่อบำรุงรักษา (Maintenance Prevention) เป็นการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องจักรที่ไม่ต้องมีการบำรุงรักษา หรือบำรุงรักษาให้น้อยที่สุด เราเรียกวิธีการเหล่านี้ว่า เป็นการติดตามสุขภาพของเครื่องจักร ช่างบริการด้านเครื่องจักร ทำให้ฝ่ายบำรุงรักษาสามารถที่จะทราบถึงต้นเหตุของการชำรุด และสามารถที่จะวางแผนในการซ่อมบำรุงรักษา เตรียมแรงงาน  จัดซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ล่วงหน้า  และสามารถที่จะกำหนดช่วงเวลาในการทำงานซึ่งไม่ขัดกับแผนกการผลิตหลักได้ โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการบำรุงรักษาลักษณะนี้ โดยอาศัยการออกแบบเครื่องจักรให้มีความแข็งแรง ทนทาน บำรุงรักษาได้ง่าย มีการใช้เทคนิคและวัสดุที่จะทำให้เครื่องจักรมีความน่าเชื่อถือ (Reliability) สูง รวมถึงเลือกซื้อเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ ทนทาน ช่างบริการด้านเครื่องจักร ซ่อมง่ายและสมราคา เป็นช่วงที่เครื่องจักรเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เครื่องจักรจะมีการสึกหรอละชำรุดบ่อยขึ้น จนพังไปในที่สุดและไม่สามารถใช้งานได้ การบำรุงรักษาทวีผล (Productive Maintenance) เป็นการบำรุงรักษาที่นำเอาการบำรุงรักษาที่กล่าวมาข้างต้นมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมการผลิตให้เกิดผลสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ช่างบริการด้านเครื่องจักร การบำรุงรักษาที่ถูกต้องในขณะใช้งานจะเป็นวิธีที่จะให้เครื่องจักรกลมีอายุยืนนาน และผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่ใช้มีอายุการใช้งานที่ยืนนานด้วยเพื่อความมั่นใจได้ว่าเมื่อถึงกำหนดถ่ายเปลี่ยนแล้วผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่ถ่ายเปลี่ยนออกมายังอยู่ในสภาวะที่สามารถใหความคุ้มครองเครื่องจักรกลมิให้เกิดการสึกหรอในอัตราที่เกินปกติ แนวทางที่ควรยึดถือ การบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม เป็นการบำรุงรักษาที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งพนักงานปฏิบัติการในสายการผลิต (Operators) และพนักงานฝ่ายซ่อมบำรุง (Maintenance group) ซึ่งจะรับผิดชอบในการบำรุงรักษาอุปกรณ์และเครื่องจักรต่าง ๆ ร่วมกัน ควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในระบบในเรื่องสีระดับ ช่างบริการด้านเครื่องจักร อัตราการพร่องและสภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น หากสีน้ำมันหล่อลื่นขุ่น แสดงว่ามีน้ำรั่วไหลเข้ามาปะปน จะทำให้การหล่อลื่นลดประสิทธิภาพลงและอาจเกิดสนิมในเครื่องได้ อัตราการพร่องหากมากผิดปกติ แสดงว่ามีการรั่วซึมของระบบหล่อลื่น และหากมากขึ้นอาจเกิดการขาดน้ำมัน ทำให้เครื่องจักรสึกหรอได้ การบำรุงรักษานั้นต้องมีการวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรวัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษา คือ สามารถที่จะรักษาสมรรถนะความพร้อมในการใช้งานของเครื่องจักร รักษาประสิทธิผลของเครื่องจักร เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตามแผนที่วางไว้  มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด รวมถึงการบำรุงรักษาเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องจักรอีกด้วย ควรถ่ายเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หล่อลื่นตามกำหนดที่ผู้ผลิตเครื่องแนะนำ และการถ่ายเปลี่ยนต้องมั่นใจว่าเติมถูกชนิด ช่างบริการด้านเครื่องจักร ในปริมาณที่พอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป และมีการบันทึกเพื่ออ้างอิงต่อไป ต้องระมัดระวังมิให้เกิดการใช้ปะปนกับผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเกรดอื่น

วิธีติดแอร์ให้เย็นและประหยัดไฟ

ในทุกๆวันนี้ทุกบ้านต่างก็ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศกันทั้งนั้น  เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ดังนั้น  ผู้เป็นช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า จึงควรแนะนำลูกค้าได้อย่างถูกต้องว่าควรติดตั้งอย่างไรถึงจะเย็นและประหยัดไฟที่สุดและติดตั้งแอร์อย่างถูกวิธีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดจากการติดตั้ง

  1. เลือก BTU เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับขนาดห้อง

ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำได้ว่าแอร์ที่ลูกค้าใช้งานอยู่ปัจจุบันมีความเหมาะสมกับขนาดห้องหรือไม่ โดยแนะนำสูตรคำนวณ ดังนี้ BTU = พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ค่าตัวแปร (ตามตารางประกอบด้านล่าง)
เช่น ห้องนอนกว้าง 4 x 5 เมตร สูตรคำนวณ คือ  4x5x700 = 14,000
ดังนั้น BTU ที่เหมาะสมสำหรับห้องนี้ คือ 14,000-16,000 BTU

2.เลือกคอมเพรสเซอร์ที่ทนต่อสภาพอากาศเมืองไทย

คอมเพรสเซอร์เป็นอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่นอกบ้าน และเป็นอุปกรณ์หัวใจในการทำความเย็น ดังนั้น การรักษาสภาพของคอมเพรสเซอร์ให้ดีสมบูรณ์อยู่เสมอก็จะทำให้ความเย็นของเครื่องปรับอากาศทำงานได้เต็มที่ การเลือกซื้ออย่าดูแต่การออกแบบภายนอกเพียงเท่านั้น ควรดูคุณภาพอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตด้วยว่ามีคุณภาพไหม เสื่อมอายุการใช้งานเร็วหรือไม่

3.ติดตั้งท่อให้มิดชิด ปิดช่องประกอบทั้งหมด

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสัตว์ไม่พึงประสงค์จำนวนไม่น้อย เช่น หนู แมลง แมลงสาป ฯลฯ ดังนั้นขณะที่ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ดำเนินการติดตั้งควรตรวจดูจุดต่อเชื่อม ทางออกของท่อน้ำยาระหว่าง Fan Coil ไป Condensing ได้ทำการปิดช่องประกอบทั้งหมดไว้เรียบร้อยดีหรือยัง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ไม่พึงประสงค์เข้าไปกัดสายไฟได้

4.อย่าลืมติดตั้งสายดิน

สิ่งสำคัญที่ ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ห้ามละเลยในการติดตั้ง คือ การติดตั้งสายดิน ต้องเดินสายให้ถูกต้องและเรียบร้อยเพราะถ้าทำการเดินสายไม่ถูกต้องผู้ใช้อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

5.ทิ้งระยะห่างจากเพดาน

อุปสรรคในการล้างเครื่องปรับอากาศของช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า เกิดจากการติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ใกล้กับเพดานเกินไป หรือชิดกับเพดานเลย ทำให้ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ไม่สามารถใช้ปืนฉีดน้ำล้างเข้าไปทำความสะอาดได้ทั่วถึง ทำให้ไม่สะอาด  ดังนั้นควรดูชนิดของเครื่องปรับอากาศที่จะติดตั้งด้วยว่า ควรมีระยะห่างจากเพดานเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม

6.ตำแหน่งของ Condensing Unit

ลูกค้าหลายท่านจะกังวลว่า ถ้า Condensing อยู่ใกล้ห้องนอนเกินไปจะทำให้เกิดเสียงดังรบกวน จึงให้ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ติดตั้งCondensing ให้ไกลจากห้องนอน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน แต่ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำว่า ระยะของการติดตั้ง Condensing นั้นท่อน้ำยาไม่ควรยาวเกิน 12 เมตร เพราะท่อน้ำยาที่ยาวเกินไปจะทำให้แรงดันน้ำยาลดลง ประสิทธิภาพในการทำความเย็นก็จะลดลงไปด้วย และควรติดตั้งให้ห่างจากกำแพง 50 ซม. เป็นอย่างน้อย โดยไม่ควรมีอะไรมาขวางด้านหน้าในระยะ 1 เมตร

7.ล้างเครื่องปรับอากาศทุก 3-6 เดือน

การล้างเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากจะเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศแล้ว ยังช่วยรักษาสุขภาพของท่านอีกด้วย เพราะฝุ่นผงที่ติดอยู่ตามแผงด้านใน จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำความเย็นลดลง และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เราจึงควรล้างเครื่องปรับอากาศทุกๆ  3-6 เดือน ถ้าเครื่องปรับอากาศติดตั้งในบริเวณที่มีการรับประทานอาหาร  สถานที่ที่มีคนเยอะ และมีการปิด-เปิดของประตูตลอดเวลา ควรล้างทุกๆ 2-3 เดือน

8.ติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ถูกทิศ

ทิศทางการติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็มีผลต่อค่าไฟ เพราะแดดเมืองไทยร้อนมากเป็นพิเศษ ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำลูกค้าให้เลี่ยงผนังที่เจอกับแสงแดดโดยตรง จะช่วยให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนัก และพิจารณาลักษะการใช้งานเพิ่ม เช่น ห้องนอนเรามักจะอยู่ในห้องนอนช่วงค่ำ แปลว่าช่วงบ่ายผนังได้รับการสะสมความร้อนมาจากแสงอาทิตย์ ดังนั้นเครื่องปรับอากาศน่าจะติดในทิศตรงข้ามคือทิศตะวันออก หรือห้องทำงานเน้นเลี่ยงทิศตะวันออก เพราะเน้นทำงานตอนกลางวัน เป็นต้น

9.ลดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อน

ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำลูกค้าหากเห็นว่ามีการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทก่อให้เกิดความร้อน เช่นไมโครเวฟ เตาทำอาหาร เตารีด ตู้เย็น ไดร์เป่าผม ฯลฯ ในห้องที่ติดแอร์ ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามเลี่ยงไม่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบริเวณดังกล่าว สำหรับคอนโดที่มีพื้นที่จำกัดท่านสามารถติดตั้งในบริเวณที่ไม่ค่อยมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อนเป็นประจำได้ เพราะความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น เครื่องปรับอากาศจะมีอายุการใช้งานที่สั้นลง