รู้จักกับช่างเทคนิค CNC และเครื่อง CNC

CNC ย่อมาจาก Computer Numerical Control หมายถึง การควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ เมื่อระบบCNC ถูกนำมาใช้ในเครื่องจักรเราก็จะเรียกกันว่า เครื่อง CNC โดยระบบ CNC จะควบคุมการทำงานต่างๆ ของในเครื่องจักรอัตโนมัติภายใต้คำสั่งภาษาเครื่องที่เราสร้างขึ้นมา ช่างเทคนิค CNC คือคนที่ควบคุม ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ ตัวเครื่องจะทำงานตามแบบที่เราได้จัดใส่โปรแกรมการทำงานเข้าไป และสามารถใช้ได้หลายภาษา ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรชนิดนี้กับงานโลหะที่ต้องการความละเอียด
เนื่องจากเครื่อง CNC มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น ในการเลือกและตัดสินลงทุนเกี่ยวกับเครื่อง CNC ต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบ เหตุผลหลักๆ ที่ต้องเลือกใช้เครื่อง CNC มีดังนี้

1.ลดกระบวนการผลิตให้สั้นลง จากความสามารถของเครื่อง CNC ที่มีลักษณะยืดหยุ่น (flexible) ทำให้ช่างเทคนิค CNC สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเครื่องกลึง CNC และเครื่อง CNC Milling สามารถที่จะช่วยลดและตัดกระบวนการบางอย่างออกไปได้ ทำให้มีกระบวนการทำงานที่สั้นลง ทำให้ช่างเทคนิค CNC ผลิตงานได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เช่น เครื่องกลึง CNC สามารถที่จะทำได้ทั้งกระบวนการกลึงปอก, ปาดหน้า, ตัด, เจาะรู, Tap เกลียว, คว้านรู, กลึงเกลียว เป็นต้น. ส่วนเครื่อง CNC Milling ก็สามารถทำได้ทั้งเดินกัดชิ้นงาน, เจาะรู, เซาระร่อง, Tap เกลียว เป็นต้น ซึ่งถามว่ากระบวนการที่กล่าวมาข้างต้น เครื่อง กลึง และเครื่อง Milling แบบ manual สามารถทำ แต่ ไม่ได้สมบูรณ์เท่าเครื่อง CNC
2.ลดเวลาในการผลิต ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างการทำงานด้วยเครื่องแบบ manual กับเครื่อง CNC ที่ควบคุมโดยช่างเทคนิค CNC คือCycle Time หรือรอบเวลาทีใช้ในการทำงานแต่ละชิ้น. การทำงานด้วยเครื่อง manual นั้นเวลาในการทำงานแต่ละรอบก็จะแตกต่างกัน รวมถึงกระบวนการ ขั้นตอนย่อย วิธีการทำงานอาจแตกต่างได้ เนื่องด้วยเหตุผลหลักคือ ควบคุมการทำงานด้วยคน ก็อาจบกพร่อง ส่วนเครื่อง CNC นั้นช่างเทคนิค CNC จะโปรแกรมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการทำงานในแต่ละรอบ cycle time นั้นก็จะเหมือนกันทั้งเวลาในการผลิตและกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะถ้าเป็นงานผลิตด้วยจำนวนมากหรือ mass production ก็จะให้ประสิทธิภาพและอัตราผลผลิตที่ดีกว่าการทำงานด้วยเครื่องmanual หลายเท่าตัว และดีกว่าในแง่ของคุณภาพด้วยเช่นกัน
3.ลดค่าใช้จ่ายในด้านแรงงาน : ในการผลิตงานด้วยเครื่อง CNC ใช้เฉพาะช่างเทคนิค CNC ควบคุมทุกเครื่องไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานควบคุมเครื่อง 1 คนต่อหนึ่งเครื่องเหมือนเครื่องแบบ manual เพราะว่าเครื่องจักรทำงานแบบอัตโนมัติ. การที่จะกำหนดว่าช่างเทคนิค CNC 1 คนสามารถที่จะควบคุมได้เครื่อง CNC ได้กี่เครื่องนั้นปัจจัยหลักๆ ก็จะขึ้นอยู่กับ cycle time ในการทำงานแต่ละชิ้น ยิ่งช่างเทคนิค CNC สามารถควบคุมได้หลายเครื่องเท่าไหร่ ก็จะสามารถลดต้นทุนในด้านแรงงานลงมากเท่านั้น
4.ลดพื้นที่ในการวางเครื่องจักรน้อยลง : เนื่องจากเครื่องCNC สามารถทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าเครื่องจักรมากหลายเท่าตัว ถ้าใช้เครื่อง manual ในการผลิตก็อาจไม่ทันส่งงานให้กับลูกค้า เครื่อง CNC 1 เครื่องใช้พื้นที่ก็พอๆ กันกับ เครื่อง manual 1 เครื่อง ถ้าเครื่อง CNC ทำงานได้เร็วกว่าเครื่อง manual 10 เท่าก็ต้องใช้พื้นที่ในการวางเครื่องจักร 10 เท่าด้วยเช่นกันถึงจะได้รับอัตราผลผลิตที่เท่ากัน.
5.ลดความผิดพลาดในการทำงาน : ความผิดพลาดในการทำงานอย่างหนึ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้คือเกิดจากคน หรือช่างเทคนิค CNC เนื่องจากเครื่อง CNC ทำงานในระบบอัตโนมัติ เมื่อช่างเทคนิค CNC setup งานชิ้นแรกผ่านแล้ว งานทุกๆ ตัวที่ผลิตจากเครื่องจักรเดียวกัน โปรแกรมเดียวกัน เงื่อนไขในการผลิตที่เหมือนกัน ชิ้นงานก็แทบจะเหมือนกัน 100% ไม่ว่าจะเป็นการผลิตที่ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงก็แทบจะไม่มีผลเนื่องจากเครื่อง CNC ถูกออกแบบระบบมาให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงหรือจะเป็นสัปดาห์ก็สามารถทำได้สบาย ต่างจากการทำงานด้วยเครื่องmanual ที่ต้องอาศัยทักษะ(skill) ของผู้ปฏิบัติงานเป็นหลัก
6.ความแม่นยำของชิ้นงาน : ในด้านคุณภาพนอกจากเครื่อง CNC สามารถลดความผิดพลาดในการทำงานแล้ว ความแม่นยำ (accuracy) ของชิ้นงานก็เป็นเหตุผลหลักในการเลือกใช้เครื่อง CNC แทนเครื่อง manual ไม่มีทางเลยที่เครื่อง manual จะสามารถทำงานที่ความละเอียดสูงขนาดน้อยกว่า 0.05 mm. ได้ ถึงจะทำได้ก็อาจจะเพียงไม่กี่ % หรือไม่ก็อาจเกิดจากโชคก็ว่าได้ แต่เครื่อง CNC ที่มีประสิทธิภาพสูงหากถูก setup ด้วยเงื่อนไขที่เหมาะสมสามารถทำงานได้ที่ความแม่นยำน้อยกว่า 0.02 mm.
7.สามารถวางแผนในการผลิตได้แม่นยำ : เนื่องจากเครื่อง CNC ทำงานด้วยโปรแกรมจากช่างเทคนิค CNC ดังนั้นเวลาที่ผลิตออกมาแต่ละชิ้นจึงเท่ากัน ซึ่งจะส่งผลดีอย่างมากต่อการวางแผนการผลิต สามารถคำนวณความสามารถในการผลิตได้แม่นยำ เช่น ชิ้นงาน 1 ชิ้น มี 10 กระบวนการ ใช้ Cycle Time ในแต่ละกระบวนการ 5.0 นาที ดังนั้นใน 1 วัน ถ้าไม่คิดเวลาในการทำงานอื่นๆ เช่น เวลาในการตรวจสอบชิ้นงาน, เวลาเผื่อต่างๆ ใน 1 วัน เครื่อง CNC 1 เครื่องก็จะสามารถผลิตชิ้นงานได้

หางาน สมัครงาน ตำแหน่ง ช่างบริการด้านเครื่องจักร

เทคนิคการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลในอุตสาหกรรม ช่างบริการด้านเครื่องจักร ปัจจุบันองค์กรต่างๆ มีการจัดการธุรกิจหลายรูปแบบ ซึ่งก็แตกต่างกันออกไป หม้อกรองน้ำมันหล่อลื่น หม้อกรองอากาศ และหม้อกรองเชื้อเพลิง ต้องหมั่นล้างและเปลี่ยนตามกำหนดหรือเมื่อเสื่อมสภาพ ควรหมั่นปรับแต่งเครื่องจักรกลให้ถูกต้องเสมอ เช่น ตั้งศูนย์ ปรับแต่งรอบการเผาไหม้ เป็นต้น เมื่อทำการถอดซ่อมแซมชิ้นส่วน ให้เช็ดล้างให้สะอาดก่อนนำมาประกอบ และเมื่อต้องเติมน้ำมันใหม่ ควรฟลัชล้างระบบด้วยน้ำมันชนิดนั้นก่อนเพื่อแน่ใจว่าระบบสะอาดก่อนเติมน้ำมันใหม่และเริ่มใช้งาน ควรใช้เครื่องจักรกลตามกำลังความสามารถ และใช้อย่างถนอม ช่างบริการด้านเครื่องจักร บางองค์กรมุ่งเน้นการจัดการที่ผลผลิตเป็นหลัก บางองค์กรมุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เป็นเลิศ หรือ บางองค์กรมุ่งเน้นรายได้เป็นอันดับแรก ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ  หรือเครื่องจักรและอุปกรณ์มาใช้ในกระบวนการผลิต แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรต้องการเหมือนกันคือ พัฒนาองค์กรให้เป็นแนวทางสมัยใหม่ แนวทางสมัยใหม่ขององค์กรที่นิยมโดยทั่วไป ใช้แนวคิดแบบ Benchmarking แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างเป็นทางการครั้งแรก ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถใช้งานเครื่องจักรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่างบริการด้านเครื่องจักร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เครื่องจักรหยุดการทำงานเนื่องจากการชำรุดน้อยที่สุดการบำรุงรักษาสามารถแบ่งออกได้ 6 ชนิด ดังนี้ กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศกับองค์กรอื่นภายใต้กฎกติกาสากล แนวทางการสร้างคุณภาพให้กับองค์กรอย่างก้าวกระโดด ด้วยการเทียบเคียงกับวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศจากภายนอก เพื่อนำมาปรับใช้กับ ‘กระบวนการขององค์กร’ การบำรุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้อง (Breakdown Maintenance) เป็นการบำรุงรักษาเมื่อเครื่องจักรเกิดการชำรุดและหยุดการทำงานโดยฉุกเฉิน กล่าวได้ว่าเป็นวิธีดั้งเดิมในการบำรุงรักษา ช่างบริการด้านเครื่องจักร ช่วยให้องค์กรกล้ากำหนดเป้าหมายการปรับปรุงที่ท้าทาย เพราะเห็นตัวอย่างว่าองค์กรที่เก่งๆ ก็ทำได้สำเร็จมาแล้ว

ช่างบริการด้านเครื่องจักร ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์รวมทั้งนวัตกรรม แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้วิธีนี้ เพราะสามารถเกิดเหตุขัดข้องกับเครื่องจักรได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีการบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่ดีเยี่ยมสักเพียงใดก็ตาม เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กรกับคู่แข่งรายสำคัญ เช่น หากให้คะแนน 1 ถึง 4 โดยที่คะแนน 4 หมายถึงเยี่ยมที่สุด นักออกแบบคิดว่าคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์จะได้คะแนนเท่าไร เป็นต้น การเทียบเคียงในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ออกแบบตระหนักว่าผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กรดีพอที่จะแข่งขันหรือไม่ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) เป็นการบำรุงรักษาเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพการเกิดเหตุขัดข้อง ช่างบริการด้านเครื่องจักร หรือการหยุดทำงานของเครื่องจักรโดยฉุกเฉิน เปรียบเทียบองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการแข่งขันกับคู่แข่ง อย่างเช่น คุณค่าที่ส่งมอบให้ ในสายตาของลูกค้า โดยอาจจะให้เป็นคะแนนเช่นกัน ซึ่งจะบอกให้รู้ว่าการตลาดขององค์กรนั้นไปถูกทางแค่ไหน หากจะทำ Benchmarking ควรเลือกประเด็นที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร ซึ่งแตกต่างจากการเปรียบเทียบทั่วไปอยู่หลายประการ โดยอาศัยการตรวจสภาพเครื่องจักร การทำความสะอาด ขันน็อตสกรูให้แน่น และหล่อลื่นอย่างถูกวิธี มีการปรับแต่งเครื่องจักร รวมถึงการบำรุงและเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยการบำรุงรักษาชนิดนี้ ช่างบริการด้านเครื่องจักร เพื่อที่จะนำไปสู่นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในองค์กร ภายในองค์กรจึงมีแนวคิดที่จะขยายเครือข่ายไปยังอุตสาหกรรมและบริการอื่นๆ อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยางและพลาสติก อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโรงพยาบาล เพราะเชื่อว่าถ้าการบริหารจัดการองค์กรอยู่บนพื้นฐานของการใช้ข้อมูลความจริง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ย่อมนำมาสู่การยกระดับขีดความสามารถของประเทศในที่สุด สามารถแบ่งย่อยได้ 2 แบบ คือ การบำรุงรักษาตามระยะเวลา ช่างบริการด้านเครื่องจักร คือ การดำเนินการอยู่เป็นระยะ ๆ ผ่านการตรวจสอบ ทำความสะอาดอุปกรณ์ และเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อป้องกันความเสียหายอย่างฉับพลัน หรือเกิดปัญหาต่อกระบวนการผลิต

ช่างบริการด้านเครื่องจักร ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ  หรือเครื่องจักรและอุปกรณ์มาใช้ในกระบวนการผลิต  ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถใช้งานเครื่องจักรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เครื่องจักรหยุดการทำงานเนื่องจากการชำรุดน้อยที่สุด โดยการวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรวัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษา คือ สามารถที่จะรักษาสมรรถนะความพร้อมในการใช้งานของเครื่องจักร   รักษาประสิทธิผลของเครื่องจักร เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตามแผนที่วางไว้  มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด รวมถึงการบำรุงรักษาเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องจักร ช่างบริการด้านเครื่องจักร การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ (Predictive Maintenance) คือ การให้ความสำคัญและใส่ใจกับชิ้นส่วนที่สำคัญของเครื่องจักร เป็นการคาดการณ์ผ่านการตรวจสอบ หรือวินิจฉัย เพื่อที่จะให้ชิ้นส่วนนั้น ๆ วิวัฒนาการของการซ่อมบำรุงรักษามีบ่อเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการผลิตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีความก้าวหน้าของวิธีการบำรุงรักษาแบบต่าง ๆ สามารถใช้งานได้ครบอายุการใช้งานจริง ๆ กล่าวได้ว่าเป็นการบริหารจัดการแนวโน้มของคุณค่า (Trend Values) โดยอาศัยการตรวจวัดและการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพ และสามารถกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ช่างบริการด้านเครื่องจักร การบำรุงรักษาตามสภาพด้วย โดยมากแล้วจะใช้อุปกรณ์วิเคราะห์การสั่น (Vibration Analysers) และมีระบบเฝ้าติดตาม (Surveillance System) เพื่อตรวจสอบสภาพผ่านระบบออนไลน์ (On–line System) การบำรุงรักษาเชิงแก้ไขปรับปรุง (Corrective Maintenance) เป็นการดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไขเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนของเครื่องจักร เป็นแนวความคิดที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งไม่มีการวางแผนในการทำงานล่วงหน้า โดยพบว่าบุคลากรในฝ่ายซ่อมบำรุงรักษาไม่ปฏิบัติงานจนกว่าจะมีเครื่องในโรงงานชำรุดซึ่งไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ช่างบริการด้านเครื่องจักร อย่างไรก็ตามการซ่อมในลักษณะแบบนี้ก็ยังคงมีการใช้งานอยู่กับบางสถานการณ์ เช่น   ใช้ในเครื่องจักรที่มีการทำงานไม่ซับซ้อนและมีชิ้นส่วนอะไหล่พร้อมอยู่เสมอ หรือสามารถสั่งซื้ออะไหล่ได้ทันที

ช่างบริการด้านเครื่องจักร โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดในการซ่อมบำรุงรักษาแบบนี้ควรมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ  เช่น  หลอดไฟต่าง ๆ  จะถูกปล่อยไว้จนกว่าหลอดจะขาด  หรือผ้าเบรกรถยนต์ก็จะปล่อยไว้จนกว่าผ้าเบรกจะหมดหรือไม่สามรถใช้งานได้  เป็นต้น   ข้อเสียของการซ่อมบำรุงรักษาลักษณะนี้ เพื่อขจัดเหตุขัดข้องเรื้อรังของเครื่องจักรให้หมดไปโดยสิ้นเชิง และปรับปรุงสภาพของเครื่องจักรให้สามารถผลิตได้ด้วยคุณภาพและปริมาณที่สูงขึ้น โดยเป็นการพัฒนาความน่าเชื่อถือและง่ายต่อการบำรุงรักษา เป็นการบำรุงรักษาตามวาระหรือระยะเวลาการใช้งานที่กำหนด เพื่อรักษาสภาพทำงานของเครื่องจักรให้เหมาะสมก่อนที่จะมีการหยุดชะงัก ช่างบริการด้านเครื่องจักร โดยอาจใช้ประสบการณ์ของฝ่ายบำรุงรักษาหรือ คู่มือการใช้งานของเครื่องจักรนั้น ๆ  อย่างไรก็ตามการชำรุดของเครื่องจักรโดยไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้รูปแบบการชำรุดของเครื่องลักษณะนี้มีการกระจายอยู่ในลักษณะไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นจึงยากที่จะเลือกช่วงการบำรุงรักษาตามแผนที่เหมาะสม หรือแม้แต่ในบางกรณีถึงแม้ว่าได้ปฏิบัติงานตามแผนแล้วก็ตาม ก็อาจมีโอกาสที่จะเกิดการชำรุดของเครื่องจักรโดยไม่คาดคิดได้ การป้องกันเพื่อบำรุงรักษา (Maintenance Prevention) เป็นการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องจักรที่ไม่ต้องมีการบำรุงรักษา หรือบำรุงรักษาให้น้อยที่สุด เราเรียกวิธีการเหล่านี้ว่า เป็นการติดตามสุขภาพของเครื่องจักร ช่างบริการด้านเครื่องจักร ทำให้ฝ่ายบำรุงรักษาสามารถที่จะทราบถึงต้นเหตุของการชำรุด และสามารถที่จะวางแผนในการซ่อมบำรุงรักษา เตรียมแรงงาน  จัดซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ล่วงหน้า  และสามารถที่จะกำหนดช่วงเวลาในการทำงานซึ่งไม่ขัดกับแผนกการผลิตหลักได้ โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการบำรุงรักษาลักษณะนี้ โดยอาศัยการออกแบบเครื่องจักรให้มีความแข็งแรง ทนทาน บำรุงรักษาได้ง่าย มีการใช้เทคนิคและวัสดุที่จะทำให้เครื่องจักรมีความน่าเชื่อถือ (Reliability) สูง รวมถึงเลือกซื้อเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ ทนทาน ช่างบริการด้านเครื่องจักร ซ่อมง่ายและสมราคา เป็นช่วงที่เครื่องจักรเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เครื่องจักรจะมีการสึกหรอละชำรุดบ่อยขึ้น จนพังไปในที่สุดและไม่สามารถใช้งานได้ การบำรุงรักษาทวีผล (Productive Maintenance) เป็นการบำรุงรักษาที่นำเอาการบำรุงรักษาที่กล่าวมาข้างต้นมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมการผลิตให้เกิดผลสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ช่างบริการด้านเครื่องจักร การบำรุงรักษาที่ถูกต้องในขณะใช้งานจะเป็นวิธีที่จะให้เครื่องจักรกลมีอายุยืนนาน และผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่ใช้มีอายุการใช้งานที่ยืนนานด้วยเพื่อความมั่นใจได้ว่าเมื่อถึงกำหนดถ่ายเปลี่ยนแล้วผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่ถ่ายเปลี่ยนออกมายังอยู่ในสภาวะที่สามารถใหความคุ้มครองเครื่องจักรกลมิให้เกิดการสึกหรอในอัตราที่เกินปกติ แนวทางที่ควรยึดถือ การบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม เป็นการบำรุงรักษาที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งพนักงานปฏิบัติการในสายการผลิต (Operators) และพนักงานฝ่ายซ่อมบำรุง (Maintenance group) ซึ่งจะรับผิดชอบในการบำรุงรักษาอุปกรณ์และเครื่องจักรต่าง ๆ ร่วมกัน ควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในระบบในเรื่องสีระดับ ช่างบริการด้านเครื่องจักร อัตราการพร่องและสภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น หากสีน้ำมันหล่อลื่นขุ่น แสดงว่ามีน้ำรั่วไหลเข้ามาปะปน จะทำให้การหล่อลื่นลดประสิทธิภาพลงและอาจเกิดสนิมในเครื่องได้ อัตราการพร่องหากมากผิดปกติ แสดงว่ามีการรั่วซึมของระบบหล่อลื่น และหากมากขึ้นอาจเกิดการขาดน้ำมัน ทำให้เครื่องจักรสึกหรอได้ การบำรุงรักษานั้นต้องมีการวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรวัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษา คือ สามารถที่จะรักษาสมรรถนะความพร้อมในการใช้งานของเครื่องจักร รักษาประสิทธิผลของเครื่องจักร เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตามแผนที่วางไว้  มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด รวมถึงการบำรุงรักษาเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องจักรอีกด้วย ควรถ่ายเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หล่อลื่นตามกำหนดที่ผู้ผลิตเครื่องแนะนำ และการถ่ายเปลี่ยนต้องมั่นใจว่าเติมถูกชนิด ช่างบริการด้านเครื่องจักร ในปริมาณที่พอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป และมีการบันทึกเพื่ออ้างอิงต่อไป ต้องระมัดระวังมิให้เกิดการใช้ปะปนกับผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเกรดอื่น

วิธีติดแอร์ให้เย็นและประหยัดไฟ

ในทุกๆวันนี้ทุกบ้านต่างก็ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศกันทั้งนั้น  เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ดังนั้น  ผู้เป็นช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า จึงควรแนะนำลูกค้าได้อย่างถูกต้องว่าควรติดตั้งอย่างไรถึงจะเย็นและประหยัดไฟที่สุดและติดตั้งแอร์อย่างถูกวิธีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดจากการติดตั้ง

  1. เลือก BTU เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับขนาดห้อง

ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำได้ว่าแอร์ที่ลูกค้าใช้งานอยู่ปัจจุบันมีความเหมาะสมกับขนาดห้องหรือไม่ โดยแนะนำสูตรคำนวณ ดังนี้ BTU = พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ค่าตัวแปร (ตามตารางประกอบด้านล่าง)
เช่น ห้องนอนกว้าง 4 x 5 เมตร สูตรคำนวณ คือ  4x5x700 = 14,000
ดังนั้น BTU ที่เหมาะสมสำหรับห้องนี้ คือ 14,000-16,000 BTU

2.เลือกคอมเพรสเซอร์ที่ทนต่อสภาพอากาศเมืองไทย

คอมเพรสเซอร์เป็นอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่นอกบ้าน และเป็นอุปกรณ์หัวใจในการทำความเย็น ดังนั้น การรักษาสภาพของคอมเพรสเซอร์ให้ดีสมบูรณ์อยู่เสมอก็จะทำให้ความเย็นของเครื่องปรับอากาศทำงานได้เต็มที่ การเลือกซื้ออย่าดูแต่การออกแบบภายนอกเพียงเท่านั้น ควรดูคุณภาพอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตด้วยว่ามีคุณภาพไหม เสื่อมอายุการใช้งานเร็วหรือไม่

3.ติดตั้งท่อให้มิดชิด ปิดช่องประกอบทั้งหมด

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสัตว์ไม่พึงประสงค์จำนวนไม่น้อย เช่น หนู แมลง แมลงสาป ฯลฯ ดังนั้นขณะที่ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ดำเนินการติดตั้งควรตรวจดูจุดต่อเชื่อม ทางออกของท่อน้ำยาระหว่าง Fan Coil ไป Condensing ได้ทำการปิดช่องประกอบทั้งหมดไว้เรียบร้อยดีหรือยัง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ไม่พึงประสงค์เข้าไปกัดสายไฟได้

4.อย่าลืมติดตั้งสายดิน

สิ่งสำคัญที่ ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ห้ามละเลยในการติดตั้ง คือ การติดตั้งสายดิน ต้องเดินสายให้ถูกต้องและเรียบร้อยเพราะถ้าทำการเดินสายไม่ถูกต้องผู้ใช้อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

5.ทิ้งระยะห่างจากเพดาน

อุปสรรคในการล้างเครื่องปรับอากาศของช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า เกิดจากการติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ใกล้กับเพดานเกินไป หรือชิดกับเพดานเลย ทำให้ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ไม่สามารถใช้ปืนฉีดน้ำล้างเข้าไปทำความสะอาดได้ทั่วถึง ทำให้ไม่สะอาด  ดังนั้นควรดูชนิดของเครื่องปรับอากาศที่จะติดตั้งด้วยว่า ควรมีระยะห่างจากเพดานเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม

6.ตำแหน่งของ Condensing Unit

ลูกค้าหลายท่านจะกังวลว่า ถ้า Condensing อยู่ใกล้ห้องนอนเกินไปจะทำให้เกิดเสียงดังรบกวน จึงให้ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ติดตั้งCondensing ให้ไกลจากห้องนอน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน แต่ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำว่า ระยะของการติดตั้ง Condensing นั้นท่อน้ำยาไม่ควรยาวเกิน 12 เมตร เพราะท่อน้ำยาที่ยาวเกินไปจะทำให้แรงดันน้ำยาลดลง ประสิทธิภาพในการทำความเย็นก็จะลดลงไปด้วย และควรติดตั้งให้ห่างจากกำแพง 50 ซม. เป็นอย่างน้อย โดยไม่ควรมีอะไรมาขวางด้านหน้าในระยะ 1 เมตร

7.ล้างเครื่องปรับอากาศทุก 3-6 เดือน

การล้างเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากจะเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศแล้ว ยังช่วยรักษาสุขภาพของท่านอีกด้วย เพราะฝุ่นผงที่ติดอยู่ตามแผงด้านใน จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำความเย็นลดลง และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เราจึงควรล้างเครื่องปรับอากาศทุกๆ  3-6 เดือน ถ้าเครื่องปรับอากาศติดตั้งในบริเวณที่มีการรับประทานอาหาร  สถานที่ที่มีคนเยอะ และมีการปิด-เปิดของประตูตลอดเวลา ควรล้างทุกๆ 2-3 เดือน

8.ติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ถูกทิศ

ทิศทางการติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็มีผลต่อค่าไฟ เพราะแดดเมืองไทยร้อนมากเป็นพิเศษ ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำลูกค้าให้เลี่ยงผนังที่เจอกับแสงแดดโดยตรง จะช่วยให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนัก และพิจารณาลักษะการใช้งานเพิ่ม เช่น ห้องนอนเรามักจะอยู่ในห้องนอนช่วงค่ำ แปลว่าช่วงบ่ายผนังได้รับการสะสมความร้อนมาจากแสงอาทิตย์ ดังนั้นเครื่องปรับอากาศน่าจะติดในทิศตรงข้ามคือทิศตะวันออก หรือห้องทำงานเน้นเลี่ยงทิศตะวันออก เพราะเน้นทำงานตอนกลางวัน เป็นต้น

9.ลดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อน

ช่างงานระบบแอร์ และไฟฟ้า ควรแนะนำลูกค้าหากเห็นว่ามีการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทก่อให้เกิดความร้อน เช่นไมโครเวฟ เตาทำอาหาร เตารีด ตู้เย็น ไดร์เป่าผม ฯลฯ ในห้องที่ติดแอร์ ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามเลี่ยงไม่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบริเวณดังกล่าว สำหรับคอนโดที่มีพื้นที่จำกัดท่านสามารถติดตั้งในบริเวณที่ไม่ค่อยมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อนเป็นประจำได้ เพราะความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น เครื่องปรับอากาศจะมีอายุการใช้งานที่สั้นลง